ขนม เสน่ห์จันทร์ นิทานแห่งความรักใต้ต้นจันทน์

นี่คือเรื่องราวแห่งความรัก ต้นกำเนิดแห่งสูตรขนมเสน่ห์จันทร์

นานมาแล้วในช่วงเวลาที่ธรรมชาติยังแผ่ขยายทั่วผืนดิน ท้องฟ้าที่มีดวงดาวระยิบระยับยังปกคลุมสรรพสิ่ง มีหมู่บ้านเล็กๆอยู่แห่งหนึ่งซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางหุบเขา แวดล้อมด้วยทุ่งข้าวเขียวขจี ภายใต้อ้อมกอดของต้นไม้น้อยใหญ่

ผู้คนในหมู่บ้านนั้นใช้ชีวิตตามวิถีอันสงบเรียบง่ายตามครรลองแห่งธรรมชาติ และในหมู่บ้านนั้นเองมีหญิงสาวแสนงามผู้หนึ่ง เธออาศัยอยู่กับพ่อผู้ซึ่งเจ็บป่วยและไม่แข็งแรงนัก ด้วยความรักและความกตัญญู เธอคอยดูแลพ่อของเธออย่างเต็มที่ หวังว่าสักวันหนึ่ง พ่อจะหายจากอาการเจ็บป่วยที่ไม่มีทางรักษา

เวลาผ่านล่วงเลยจนมาถึงคืนหนึ่งซึ่งเป็นคืนพระจันทร์เต็มดวง แสงจันทร์ช่างกระจ่างสดใส หญิงสาวนั่งอยู่ที่หน้าต่างบ้าน ปะชุนเสื้อผ้าเก่าของพ่อโดยอาศัยแสงจันทร์ส่องสว่าง ซึ่งเธอได้นำเสื้อผ้าชุดนี้ออกมาจากกล่องสัมภาระที่เก็บไว้มาซ่อมแซม ด้วยความหวังว่ามันจะช่วยให้พ่ออันเป็นที่รักอบอุ่นในฤดูกาลแห่งลมหนาวที่กำลังจะมาถึง

พลันทันใด สายลมอันอบอุ่น ก็พัดเข้ามาทำให้เธอรู้สึกสดชื่น พร้อมกับกลิ่นหอมอ่อนๆ ซึ่งเธอไม่คุ้นเคยมาก่อน “กลิ่นอะไรกันนะ? หอมและสดชื่น เหมือนกับอ้อมกอดของฤดูข้าวออกรวงที่น่าอบอุ่น” หญิงสาวคิด พร้อมกับมองออกไปนอกหน้าต่างเพื่อหาที่มาของกลิ่นอันแสนมีเสน่ห์นั้น

ลำนำขนมหวาน

เพลง บุพเพเสน่ห์จันทร์
คำร้อง/ทำนอง/เรียบเรียง หวานวิรุฬห์

สมเสน่ห์ เล่ห์รัก สลักจิต
เปรียบจุมพิต ชิดพธู เป็นคู่สอง
เหมือนตะวัน จันทร์สว่าง กระจ่างจอง
หมายมั่นปอง ครองบุพเพ เสน่ห์จันทร์

ยามแสงแข แผ่กระทบ กับภพพื้น
ในค่ำคืน ดื่นดึก ระลึกฝัน
กลิ่นสุคนธ์ สนเท่ห์ เสน่ห์จันทร์
ละลายกลั่น พรั่นพราย ตามสายลม

ณ ปลายกลิ่น ถิ่นนั้น มีไม้ใหญ่
แผ่กิ่งใบ กว้างขวาง อย่างสม
ต้นไม้นั้น ติดผล ลูกเหลืองกลม
งามรูปชม สมสง่า ดั่งทาทอง

สมเสน่ห์ เล่ห์รัก สลักจิต
เปรียบจุมพิต ชิดพธู เป็นคู่สอง
เหมือนตะวัน จันทร์สว่าง กระจ่างจอง
หมายมั่นปอง ครองรัก สลักใจ

แม้แสงจันทร์ พลันแรม โดนแต้มหมอก
แม้จะชอก ช้ำเพราะตรม ขาดลมไสว
กลิ่นสุคนธ์ ยังวนเวียน ไม่เปลี่ยนหทัย
ยังรอใฝ่ ฝันรัก ประจักษ์คำ

ยามแสงจันทร์ แผ่กระจาย มลายเมฆ
รักจะเสก สมทรวง ผูกบ่วงซ้ำ
ดังจันทรา คว้าครอง คู่จองจำ
เพื่อรสล้ำ คำหวาน วิมานทอง

สมเสน่ห์ เล่ห์รัก สลักจิต
เปรียบจุมพิต ชิดพธู เป็นคู่สอง
เหมือนตะวัน จันทร์สว่าง กระจ่างจอง
หมายมั่นปอง ครองบุพเพ เสน่ห์จันทร์

หวานวิรุฬห์


ดังอยู่ในภวังค์แห่งความฝันอันไม่รู้ตื่น หญิงสาววางมือจากเข็มและเสื้อผ้า เธอเดินตามกลิ่นหอมที่โดดเด่นไปตามพื้นหญ้าที่ไหวพริ้ว เมื่อเดินไปตามลำนำแห่งสายลมที่พัดพา ที่สุดปลายสายลมนั้น เป็นเนินเขาอันมีต้นไม้ใหญ่ มีผลไม้สีเหลืองสะท้อนแสงจันทร์อยู่ตามกิ่งก้านสาขา ดุจดังกับช่วงเวลาได้หยุดลง สายตาของหญิงสาวได้จับจ้องไปที่ผลไม้สีเหลืองทองอย่างไม่ละสายตา

เธอเดินเข้าไปใกล้ๆ ใต้โคนต้นไม้นั้น จับจ้องสายตาไปยังกิ่งที่อยู่ใกล้ตัว อันมีผลไม้สีเหลืองทองเด่นอยู่ “นี่คือผลไม้จากสวรรค์แน่ๆ ถ้าเราได้นำผลไม้นี้กลับไปให้พ่อของเราได้กิน พ่ออาจจะสดชื่นและหายจากอาการเจ็บป่วย”

เธอเอื้อมมือไปที่ผลไม้โดยไม่ทันรู้ว่ามีชายหนุ่มคนหนึ่งซึ่งเธอไม่ได้สังเกตอยู่ใต้ต้นไม้“อุ๊ย! ขอโทษค่ะ” หญิงสาวอุทาน พลางดึงสติกลับมามองชายหนุ่มที่ยืนอยู่ตรงหน้า ร่างกายเขาแข็งแรง แต่แววตาเศร้าสร้อยที่ดูล้ำลึกก็ทำให้เธอรู้สึกคุ้นเคย

“ผมเองก็ขอโทษครับ” ชายหนุ่มกล่าว “ผมเพียงแค่ต้องการจะนำผลไม้ที่หอม อย่างน่าอัศจรรย์นี้กลับไปให้กับคุณแม่ของผมที่ป่วยอยู่ พอเห็นผลไม้ที่มีความงามน่าหลงใหลนี้ ผมเหมือนโดนมนต์สะกดจนไม่ทันมองรอบข้าง”

ในช่วงเวลานั้น ดูเหมือนว่าโลกทั้งใบได้หยุดนิ่ง ทุกอย่างเงียบสงบ ชายหนุ่มคนนั้นยิ้มให้กับหญิงสาวด้วยรอยยิ้มอันอบอุ่น และเมื่อตาสองคู่ได้สบกัน ความรู้สึกผูกพันดั่งด้วยแดงแห่งโชคชะตาของความรักได้เริ่มก่อตัวอยู่ในใจของทั้งคู่ ชายหนุ่มและหญิงสาวสบตากันอย่างเนิ่นนาน และในใจของทั้งสองก็เต็มไปด้วยความหวังว่าจะได้สร้างอนาคตที่สดใสร่วมกัน

และนั่นคือนิทานความรักระหว่างชายหนุ่มและหญิงสาวที่เกิดขึ้นใต้ต้นจันทน์ที่มีเสน่ห์ เมื่อทั้งสองนำผลไม้กลับไปให้ที่บ้านของแต่ละคนกิน เมื่อรับประทานต่อเนื่องเป็นระยะเวลา ตัวยาสมุนไพรที่อยู่ในผลไม้นั้นก็ได้ช่วยทำให้พ่อและแม่ของทั้งสองหายป่วยในที่สุด ขนมเสน่ห์จันทร์จึงเป็นขนมที่ทำขึ้นมาเป็นสัญลักษณ์แทนผลไม้แห่งความรัก ความรักของหญิงสาวชายหนุ่ม และความรักที่มีต่อพ่อแม่

“นั่นคือที่มาของนิทานแห่งความรัก ที่ชายหนุ่มหญิงสาวได้พบรักกันใต้ต้นจันทน์อันมีเสน่ห์ เมื่อทั้งสองได้นำผลไม้กลับไปก็ทำให้อาการป่วยของพ่อและแม่ทั้งสองคนดีขึ้น ทั้งสองแวะเวียนมาเก็บผลไม้นี้และพบเจอกันบ่อยๆจน ผูกพัน และสุดท้ายก็ได้แต่งงานกันในที่สุด” อาจารย์แพง วิรุฬห์ นวทิศพาณิชย์ กล่าวกับนักศึกษาในห้องสอน ท่ามกลางเสียงโห่ร้องจากนักศึกษาที่กำลังตั้งใจฟังเรื่องราวโรแมนติก แต่อาจารย์แพงตัดจบ ไม่ยอมเล่าด้วยสำนวนการเขียนบรรยายแบบนิยายรักโรแมนติก

“โธ่! อาจารย์ เล่ามาตั้งนาน จะจบก็จบแบบดื้อๆอย่างนี้เลยเหรอ ยังอยากฟังต่อ กำลังซึ้งเลย” นักศึกษาหนุ่มหัวโจกของห้องเรียนทักท้วง พร้อมเสียงอือออเห็นด้วยของนักศึกษาคนอื่นๆ

“เธอคาดหวังเรื่องราวความรักของเธอว่าจะเป็นแบบไหนกันล่ะ” อาจารย์แพงกล่าว “ความรักไม่ว่ามันจะใช้คำบรรยายสวยงามมันก็คือความรัก หรือจะเล่าแบบธรรมดารวบรัดเพราะหมดเวลาบรรยายแล้วมันก็เป็นความรัก”

อาจารย์แพงเริ่มเก็บอุปกรณ์ทำขนม วางทิ้งไว้เพียงจานขนมที่จัดอย่างปราณีตบรรจง ที่มีขนมเสน่ห์จันทร์จำนวนพอดีกับนักศึกษา แล้วเสียงกริ่งก็ดังขึ้นเพื่อเป็นสัญญาณแสดงว่าหมดคาบสอนแล้ว

“เสน่ห์ของขนมไทยไม่ได้อยู่ที่เรื่องเล่าเพียงอย่างเดียวหรอกนะ มันอยู่ที่รสชาติที่พวกเธอต้องลองชิมด้วยตัวเองด้วย” อาจารย์แพงเดินออกจากห้อง ก่อนที่จะออกจากประตูไป อาจารย์แพงหันกลับมาพูดว่า “ลองชิมดูนะ บางทีพวกเธออาจจะเจอความรักที่เธอคาดหวังไว้ก็ได้”

“แล้วไม่มีใครสงสัยเลยเหรอว่า ขนมเสน่ห์จันทร์ ทำไมใช้ลูกจันทน์ มันสะกดไม่เห็นจะเหมือนกันสักหน่อย แล้วลูกอิน ลูกจัน อีกทำไมไม่มีการันต์ ผมอาจจะเอาเรื่องนี้ไปออกข้อสอบก็ได้นะ” อาจารย์แพงยิ้มแล้วเดินออกจากห้อง

สูตรขนม เสน่ห์จันทร์

ส่วนผสม
แป้งข้าวเจ้า 60 กรัม
แป้งมัน 10 กรัม
กะทิ 1 ถ้วยตวง
น้ำตาลทราย 150 กรัม
เกลือ 1 หยิบมือ
ถั่วเขียวเลาะเปลือกนึ่งสุก 100 กรัม
ผงลูกจันทน์ป่น 1 ช้อนชา สำหรับทำขั้วขนม

วิธีทำ
1. ผสมแป้งทั้งสองชนิดเข้าด้วยกัน
2. นำแป้งผสมกับน้ำตาล และเกลือ
3. ใส่กะทิ ถั่วนึ่ง แล้วนำไปปั่นจนเนื้อเนียน
4. กวนด้วยไฟกลางค่อนข้างอ่อน
5. พอขนมจับตัวเป็นก้อนจึงแบ่ง เป็นสองส่วน
6. ส่วนแรกนำมาปั้นเป็นทรงกลม อีกส่วนนำไปผสมกับผงลูกจันทน์ปั้นเป็นขั้ว
7. ปั้นเสร็จแล้วจึงนำไปอบควันเทียน