ลองสมมติเล่นๆว่าวันนี้คุณได้ทะลุมิติย้อนเวลากลับไปเป็นมหาเศรษฐีในสมัยต้นรัตนโกสินทร์
คุณพบว่าคุณมีทุกอย่างทั้งเงินทอง อำนาจ วาสนา มีลูกน้องบริวารมากมายเป็นที่นับหน้าถือตาของทุกๆคน แต่ทุกๆคนจ้องจะมายืมเงินคุณ คุณจะเอาตัวรอดอย่างไร?
ในขณะที่คุณกำลังชื่นชมสมบัติพัสถานที่คุณเป็นเจ้าของอยู่นั้น เหล่าเพื่อนฝูงข้าทาสบริวาร ลูกเด็กเล็กแดง พี่ป้าน้าอา ญาติโกโหติกาของคุณซึ่งโผล่มาจากไหนไม่รู้ตั้งมากมาย ต่างก็เดินเรียงต่อแถวมาขอความช่วยเหลือจากคุณ
บ้างก็ขอเงินทอง บ้างก็ขอให้สร้างบ้านให้ คุณจะไม่ช่วยเหลือก็ไม่ได้ แล้วคุณจะทำอย่างไร? จะควักเงินตัวเองมาให้ไหม? จะสร้างบ้านให้เขาหรือเปล่า? หรือจะให้คนกู้ยืมเงินดี?
คำตอบของปริศนาธรรมนี้ดำรงอยู่ใน ขนม “โพรงแสม”
ขนมไทยที่มีความหมายถึงความเหนียวแน่นของความสัมพันธ์รากไม้ต้นแสม แต่ในความสัมพันธ์นั้นก็มีโพรงอากาศไว้หายใจได้ด้วย
ขนมโพรงแสมมีลักษณะแท่งกลม เคลือบน้ำตาลหวานหอม สอนให้เรารู้จักการช่วยเหลือคนอย่างมีสมอง โดยไม่เบียดเบียนตนเอง

กลับมาเล่าต่อในฉากที่คุณย้อนเวลากลับมาเป็นมหาเศรษฐีช่วงรัตนโกสินทร์ตอนต้น
เป็นความจริงที่น่าแปลกว่า ในทุกยุคทุกสมัย ยามที่เราเริ่มต้นมีแค่เสื่อผืนหมอนใบ อยากไปขอความช่วยเหลือจากใคร ก็ไม่มีใครช่วย
แต่พอเราร่ำรวยประสบความสำเร็จขึ้นมา คนเหล่านั้นที่เคยสบประมาทเราบ้าง นินทาเราลับหลังบ้าง กลับมาขอความช่วยเหลือจากน้ำพักน้ำแรงของเรา ทั้งที่มันเป็นเงินทองของเรา ทำงานหาเงินเหนื่อยๆมาทั้งชีวิต ดังคำกล่าวที่ว่า
เมื่อมั่งมี มากมาย มิตรหมายมอง
เมื่อมัวหมอง มิตรมอง เหมือนหมูหมา
เมื่อไม่มี หมดมิตร มุ่งมองมา
เมื่อมอดม้วย แม้นหมูหมา ไม่มามอง
แล้วคนโบราณทำอย่างไร? ต้องทำแบบไหนจึงจะปกป้องทรัพย์สินที่เป็นของเราไว้ได้? เงินทองก็ต้องเก็บ เพื่อนฝูง หน้าตาในสังคมก็ต้องดำรงรักษาไว้ ใครจะให้คำแนะนำได้ว่าควรทำอย่างไร? ใครที่มีปัญญามากจะให้คำแนะนำคุณได้?
ในขณะที่คุณกำลังครุ่นคิดอยู่นั้นเอง อยู่ๆฝูงคนเบื้องหน้าคุณก็หมอบกราบลง เป็นแถว ไปตามทางเดินที่มุ่งสู่ท่าน้ำ ในขณะที่คุณกำลังมึนงงว่าเกิดอะไรขึ้น ผู้รับใช้จึงบอกกับคุณว่า “ท่านขรัวฉันเสร็จแล้วขอรับ หลวงตาที่นิมนต์มาทำบุญถวายเพล และสนทนาธรรม ท่านกำลังจะกลับแล้ว เดี๋ยวกระผมพายเรือไปส่งท่านขรัวนะขอรับ”
“ไม่ต้อง เดี๋ยวฉันไปส่งหลวงตาเอง”คุณรีบตอบออกไปโดยไม่ทันได้คิด เพราะอยากจะออกไปจากสถานการณ์น่าอึดอัดที่ต้องโดนแวดล้อมไปด้วยสายตาวิงวอนของคนที่มาขอความช่วยเหลือจากคุณในยุคช่วงเวลาที่ไม่คุ้นเคยที่คุณย้อนเวลากลับมา
คุณรีบบึ่งหน้าออกไปลงเรือกับพระภิกษุชรา แล้วจับไม้พายรีบจ้ำฝีพาย พายเรือออกไปโดยในใจคิดว่าต้องการจะออกไปให้ไกลจากความวุ่นวาย
พอรู้สึกตัวอีกที คุณก็อยู่กลางลำน้ำอันสงบเงียบแวดล้อมไปด้วยทิวต้นกก ต้นไม้ริมน้ำน้อยใหญ่ไหวตัวตามแรงลม มีต้นโกงกาง ต้นแสมเรียงเป็นกำแพงกั้นออกไปทางปากแม่น้ำ คุณเพลิดเพลินกับการมองธรรมชาติจนลดฝีพายลง
“โยมมาจากที่ไหนล่ะ” เสียงพระภิกษุชราที่โดยสารเรือมากับคุณถามขึ้น ทำให้คุณหันกลับมามองผู้ร่วมโดยสารบนเรือลำเดียวกันกับคุณ คุณสงสัยในคำถามว่าท่านหมายความถึงอะไร ถามว่าคุณมาจากไหน ก็ออกจากบ้านมาด้วยกัน หรือท่านจะเข้าใจว่าคุณกำลังอ่านบทความแล้วรับรู้ว่านี่เป็นเรื่องสมมติที่คุณกำลังอ่านอยู่
โดยไม่รอคำตอบ พระภิกษุรูปนั้นก็กล่าวต่อ “ที่ๆโยมมามันคือฝั่งแห่งความเจริญทางวัตถุ เงินทองของนอกกาย เมื่อฉลาดหามาครอบครอง แต่ไร้ความเฉลียวก็จะทำให้สุขที่โยมมีกลายเป็นทุกข์”

“ตอนนี้สิ่งที่อยู่รอบตัวโยมคือธรรมะ หรือเรียกตามภาษาคุณโยมว่าธรรมชาติ มันคือความเจริญทางจิตใจ”หลวงตากล่าวด้วยแววตาและรอบยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความมีเมตตา “พายต่อเถอะ พ้นปากน้ำนี้ไปก็ถึงท่าวัดของอาตมาแล้ว ประเดี๋ยวจะค่ำเอา” พระชรากล่าวกับคุณ คุณจึงหยิบไม้พายมาพายต่อ
คุณพายเรือต่อไปเรื่อยๆ ท่ามกลางความเงียบสงบของธรรมชาติ “โยมรู้จักต้นแสมไหม?” พระภิกษุถาม คุณจึงพยักหน้าตอบกลับ “ถ้าอย่างนั้นโยมรู้จักขนมโพรงแสมไหม?” คุณหันหน้ากลับมามองหลวงตาผู้ตั้งคำถาม “ถ้านึกไม่ออกก็กดดูที่ http://www.thai-dessert.com จะได้เห็นภาพของขนมนั้นว่าหน้าตาเป็นอย่างไร” ด้วยคำพูดของหลวงตา คุณจึงทราบได้ว่าหลวงตารู้ว่าคุณไม่ใช่คนในยุคนี้ และรู้เรื่องที่คุณกำลังอ่านบทความเกี่ยวกับโพรงแสมอยู่อย่างแน่นอน

ลำนำขนมไทย
โพรงแสม แผ่ร่าง รยางค์ใหญ่
ดุจรากไทร ไซร้สร้าง เป็นร่างแห
แสมตั้ง โพรงต่อ เป็นกอแพ
มั่นคงแน่น แน่วแน่ ในเรือนตน
เปรียบแสม แผ่ไป ในไพรกว้าง
เมตตาบ้าง ตระหนี่ไป ก็ไร้ผล
แต่เบียดเบียน ตัวเองไป ก็อับจน
ต้องรู้กล แทนทด ไม่หมดตัวฯ
หวานวิรุฬห์
ในสมัยก่อน เงินทอง ไม่ได้มีเป็นสิ่งที่คนใช้มันเพื่อหล่อเลี้ยงชีวิตและปากท้อง “อาหาร เสื้อผ้า ที่อยู่อาศัย ยารักษาโรค” ปัจจัยสี่นี้ต่างหากที่เป็นสิ่งสำคัญในการดำรงชีวิต ชุดความรู้เหล่านี้ไหลเข้าสู่สมองและความทรงจำของคุณโดยที่พระภิกษุชราไม่ได้เอ่ยปากออกเสียง
คนสมัยโบราณไม่ได้ใช้เงินทองมอบให้กันโดยง่าย เพื่อแก้ปัญหา ในช่วงเวลาที่ความเจริญทางวัตถุยังไม่กว้างขวาง สิ่งที่ผู้คนมอบให้กันคือ ภูมิปัญญาและความรู้ เมื่อคุณเป็นผู้มีทรัพย์มาก เป็นผู้ร่ำรวยย่อมมีคนเข้าหาและมาขอหยิบยืมของต่างๆนา
สิ่งที่คนโบราณให้กลับไปนั้นเป็นอุบายอันแยบยล โดยแปลงรูปความร่ำรวยฟุ้งเฟ้อของทรัพย์สินนั้นให้กลายเป็น ของขวัญแก่กัน ในรูปแบบของขนมมงคล
เพราะความเป็นมงคลนั้น ซื้อหาไม่ได้โดยง่าย ให้เงินแก่กันไปก็ย่อมใช้จ่ายจนสิ้นสุดหมดลงสักวัน แต่เมื่อให้พรอันเป็นสิริมงคลแก่กันแล้ว สิ่งนั้นจะประทับอยู่ในใจของผู้รับ ตราบเท่าที่ผู้นั้นยังระลึกถึงและตั้งใจกระทำ
เมื่อมีผู้มาขอเงิน ผู้เป็นเศรษฐีก็ให้ไปตามกำลังสมควรที่สามารถจุนเจือได้และเหมาะสมแก่กาล แต่สิ่งที่สามารถให้กันได้ตามประเพณีคือ ให้ขนมมงคล ฝอยทอง ทองหยิบ ทองหยอด แทนเงินทองในโอกาสต่างๆ เพราะนั่นหมายถึงผลรางวัลที่เขาพึงจะได้รับ และชื่อขนมเป็นมงคลขวัญกำลังใจขอผู้ขอ
และเมื่อมีผู้มาขอบ้าน ที่ดิน เรือกสวนไร่นา เพราะต้องการที่พึ่งพา ครั้นจะยกที่ดินให้ก็มีมูลค่าสูง
เมื่อไม่สามารถให้ได้เพราะจะเบียดเบียนตนเอง ก็ช่วยเหลือให้ที่พักอาศัยตามสมควร และให้ทำงานแลกเปลี่ยน เมื่อช่วยเหลือสมควรได้วิชาอาชีพติดตัวควรแก่เวลาที่ต้องออกไปทำมาหากินด้วยตนเอง ก็บอกกล่าวสั่งสอนให้ผู้มาขอตั้งใจทำมาหากิน
และมอบขนม โพรงแสม จ่ามงกุฎ ขนมชั้น ให้เป็นการให้ขวัญกำลังใจ ในการสร้างความมั่นคงในอนาคต ให้มีการเลื่อนยศเลื่อนตำแหน่งสืบไปจนได้ในสิ่งที่ผู้มาขอปรารถนา

ในที่สุดคุณก็พายเรือมาจนถึงท่าวัด ภิกษุชราลงจากเรือ และกล่าวกับคุณด้วยนำเสียงอันทุ้มลึก เยือกเย็น เปี่ยมด้วยเมตตา “โยมสังเกตไหม? ต้นแสมมีรากตั้งแทงขึ้นมาเป็นท่อโพรงอากาศเพื่อหายใจ” หลวงตาพยักหน้าให้คุณหันไปมองดู เหล่าต้นแสมที่เกาะตัวกันเป็นทิวแถว
“รากเหล่านี้คือโพรงแสม โพรงอากาศที่เป็นที่มาของขนมโพรงแสม” ภิกษุชรากล่าว “การช่วยเหลือผู้อื่นเป็นสิ่งดี เหมือนกับต้นแสมที่ช่วยให้เหล่าสัตว์ทั้งหลายได้พึ่งพาอาศัย แต่เมื่อน้ำขึ้น หากต้นแสมไม่รู้จักแทงโพรงไว้หายใจของตนเอง พอน้ำลดลงต้นแสมก็จมน้ำตาย ทีนี้เหล่าสัตว์ และต้นไม้ก็โดนคลื่นซัดหายไปหมด”
“การมีเมตตาเป็นสิ่งดี แต่ต้องไม่ลำบากตน ครูบาอาจารย์จึงฝากเป็นปริศนาธรรมไว้ในขนมไทยชิ้นน้อยที่ชื่อว่า โพรงแสม”
“เมื่อให้ทรัพย์ ทรัพย์ก็หมด เมื่อให้สมบัติ สมบัติก็หมด แต่เมื่อให้กำลังใจ กำลังใจนั้นไม่มีหมด เจริญพร” หลวงตายิ้มและค่อยๆเดินลับไปสวนกับแสงดวงอาทิตย์ยามบ่าย
“เอวัง ก็มีด้วยประการฉะนี้” อาจารย์แพง วิรุฬห์ นวทิศพาณิชย์ ผู้เชี่ยวชาญขนมไทยและวัฒนธรรม กล่าวกับนักศึกษาที่กำลังทอดขนมโพรงแสม “
สรุปความก็คือ ขนมโพรงแสม เป็นขนมโบราณที่ใช้ในงานพิธีมงคลต่างๆ เช่นงานขึ้นบ้านใหม่ หรืองานแต่งงาน รูปลักษณ์ที่โดดเด่นมีเอกลักษณ์ เหมือนกับเสาเรือนอันแข็งแรงเป็นเหมือนกับคำอวยพร ปรารถนาดีที่ผู้ให้ส่งมอบให้กับผู้รับนั่นเอง” อาจารย์แพงกล่าว
“แล้วในเรื่องเล่าหนูจะกลับยุคปัจจุบันได้ยังไงคะ อาจารย์ ?” นักศึกษาหญิงถามในขณะที่กำลังตักน้ำเชื่อมน้ำตาลโรยบนตัวขนมโพรงแสม ก่อนจะวางพักไว้ให้น้ำตาลเย็นตัวลง
“ผมว่าเรื่องกลับมาในยุคปัจจุบันของเรื่องเล่าผมไม่สำคัญหรอก” อาจารย์แพงพูดพลางรีบวิ่งไปดูนักศึกษาที่กำลังทอดขนม “สนใจว่าพวกเราจะได้กลับบ้านกันไหมดีกว่า เพื่อนเธอฟังอาจารย์เพลิน จนขนมที่ทอดไหม้หมดแล้วเห็นไหม? ” อาจารย์แพงใช้ไม้คีบหนีบขนมโพรงแสมที่ดำไหม้เกรียมขึ้นมา
“อันนี้ผมตั้งใจทอดให้เป็น แสมดำครับอาจารย์ “นักศึกษาหนุ่มหัวโจกพูดขึ้น ท่ามกลางเสียงหัวเราะโห่ร้องของนักศึกษาทั้งห้อง ส่วนอาจารย์แพงได้แต่ส่ายหน้ายิ้มเจื่อนๆมองดูแป้งที่หมักไว้ทอด ซึ่งยังคงต้องทำอีกเต็มภาชนะ

สูตรขนม โพรงแสม
ส่วนผสมแป้ง
- แป้งสาลีเอนกประสงค์ 1 ถ้วย
- แป้งข้าวเจ้า 1/4 ถ้วย
- น้ำกะทิ 1/4 ถ้วย
- น้ำปูนใส 1/8 ถ้วย
- เกลือ 1 หยิบมือ
- น้ำตาลทราย 1 ช้อนโต๊ะ
- ไข่ไก่ฟองเล็ก 1ฟอง
- น้ำมันสำหรับทอด
- ไม้ไผ่สำหรับเป็นพิมพ์แกนขนม
ส่วนผสมน้ำตาล
- น้ำตาลมะพร้าว 1 ถ้วย
- น้ำสะอาด ¼ ถ้วย
วิธีทำ
1. ผสมแป้งทั้งสองชนิดเข้าด้วยกัน
2. นำแป้งผสมกับน้ำตาล และเกลือ
3. นวดแป้งกับน้ำกะทิ และไข่ไก่ ค่อยๆรินน้ำปูนใสลงผสม
4. พักแป้งไว้ 30 นาที
5. นำแท่งไม้ไผ่ขนาดความยาว 15 เซนติเมตรลงทอดให้ร้อนพักไว้
6. แบ่งแป้งมารีดเป็นแผ่นพันรอบไม้ไผ่ แล้วลงทอด
7. ทอดจนสุกแล้วดึงขนมออกจากไม้ไผ่ พักรอให้ชิ้นขนมเย็น
8.นำน้ำตาลมะพร้าวมาละลายกับน้ำเปล่าตั้งไฟอ่อน
9.เมื่อน้ำตาลละลายเดือดจนข้นหนืดสีเหลืองทอง นำมาราดชิ้นขนม
